โฆษกศบค. เผยแนวทางการให้บริการฉีดวัคซีน Pfizer สำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน/นักศึกษา ย้ำ ศบค. ยังคงมาตรการป้องกันและควบคุมโควิด-19 อย่างเข้มงวด

10 กันยายน 2564

วันนี้ (10 ก.ย. 64) เวลา 15.30 ณ โถงกลาง ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด - 19) ครั้งที่ 14/2564 (ผ่านระบบ Video Conference) นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)(ศบค.) แถลงผลการประชุมศบค. ยังคงเห็นชอบมาตรการคงระดับของพื้นที่สถานการณ์ และคงมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามระดับพื้นที่สถานการณ์ คงมาตรการเคอร์ฟิว เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมกำกับ ตามมาตรการ COVID Free Setting มาตรการควบคุมแบบบูรณาการในการปิดสถานที่เสี่ยงต่าง ๆ สื่อสารให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention

ที่ประชุมศบค. ยังเห็นชอบแผนการจัดหาวัคซีนโควิด - 19 ตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเสนอ ทั้งวัคซีนที่ได้รับมาแล้วและยังไม่ได้รับ สำหรับในเดือนตุลาคมมีวัคซีนที่จะได้รับการจัดสรร รวม 24 ล้านโดส และจะมีการจัดสรรในเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ตามลำดับ รวมกว่า 152.9 ล้านโดส โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ 1. ประชาชาชนทั่วไป ที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ 2. นักเรียนที่มีอายุระหว่าง 11 - 17 ปี ทั่วประเทศ 3. แรงงานในระบบประกันสังคม 4. หน่วยงานอื่น ๆ เช่น องค์กรภาครัฐ ราชทัณฑ์ และ 5. ผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinovac ครบ 2 เข็ม และต้องการเข็มกระตุ้น (เข็มที่ 3)

สำหรับการให้บริการฉีดวัคซีน Pfizer สำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน/นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช./ปวส) เทียบเท่า แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกจัดสรรวัคซีนสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.ปวส.) หรือเทียบเท่า ระยะถัดไป จัดสรรวัคซีนให้สำหรับระดับชั้นอื่น ๆ ที่เหลือ มีรูปแบบการให้บริการผ่านสถาบันการศึกษา โดยให้กระทรวงสาธารณสุขเริ่มจัดส่งวัคซีนในเดือนตุลาคม 2564 โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการจัดสรรวัคซีนสำหรับนักเรียน โดยกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการต่างประเทศจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณากรอบวงเงินในการจัดหาวัคซีนต่อไป อีกทั้งที่ประชุมยังรับทราบรายงานความก้าวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ในสถานประกอบกิจการและโรงงานอุตสาหกรรมด้วย

ในตอนท้าย โฆษก ศบค. กล่าวถึงการเพิ่มการตรวจ ATK ในกลุ่มของประชากรและแรงงาน เพื่อให้สามารถเดินหน้าประเทศต่อไปได้ แบ่งเป็น 2 มาตรการ ได้แก่ 1. สำหรับผู้ประกอบการที่จะจัดซื้อ ATK สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1.5 ของค่าใช้จ่ายที่จ่ายไป และ 2. เพิ่มเงินในกระเป๋าตังของแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ให้กับประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถซื้อชุดตรวจ ATK มาใช้ตรวจตนเองได้

โปรดเลือก